“โหมโรง” เสียงดนตรีที่ยังดังอยู่ในใจ

Posted: มกราคม 9, 2012 in ด้วยรัก และผูกพัน

ภาพยนตร์ที่อยู่ในใจผมตลอดมา (ดูซ้ำ ฟัง Sound Track ซ้ำเป็นร้อยๆ รอบ ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา) เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อย เหมือนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว

และปีนี้…ปีที่มี 29 กุมภาพันธ์ อีกครั้งปรากฎการณ์นั้นจะกลับมาอีก

ขอย้อนอดีตไปในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เพื่อไม่ให้กระทู้เรื่อง “โหมโรง” สูญหายไปกับกาลเวลา (ซึ่งก็หายไปมากพอสมควรแล้ว) ไล่ตั้งแต่เกิดกระแสชวนกันไปดู เกิดการรวมตัว ไปจนการระลึกถึงเมื่อไม่นานมานี้ รวมทั้งปิดท้ายด้วย ละคร “โหมโรง” ที่กำลังจะแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศนื TPBS ในเวลา 20.25 น. วันนี้

ลายเซ็นของชาวเฉลิมไทยและทีมดารา ของรางวัลและของชำร่วย ความในใจของทีมงาน  ภาพการเตรียมงาน  สรุปยอดค่าใช้จ่าย
๒๙ กุมภาพันธุ์ ๒๕๔๗
ปกติแล้ว วันที่ ๒๙ กุมภาพันธุ์ ก็เกิดยากอยู่แล้ว สี่ปีมีหนึ่งครั้ง แต่สำหรับในปี ๒๕๔๗ มันพิเศษยิ่งกว่า เพราะ ….
โหมโรง@พันทิพย์ …
หมายเหตุ : บันทึกเรื่องราวการเกิด โหมโรง@พันทิพย์ นี้ เขียนขึ้นโดยคุณ NUTS
ผู้ปกครองควรให้คำปรึกษาบุตรหลานในการอ่าน และกรุณาอย่าอ่านเกินวันละสองขวด ก่อนอ่านโปรดดื่มคำเตือนทุกครั้ง .. อิอิ
วันที่ 1 / วันจันทร์ที่16 กุมภาพันธ์ 2547
ผมพบกระทู้ซึ่งตั้งโดยคุณ B7 มีหัวข้อว่า “ชวนดู โหมโรง รอบส่งท้ายด้วยกัน” กล่าวถึงความเป็นห่วง ที่หนัง “โหมโรง” ถูกลดรอบ-ลดโรง (จากที่มีน้อยๆอยู่แล้ว) จนอาจจะถูกถอดออกจากโปรแกรมภายในอาทิตย์หน้า เจ้าของกระทู้จึงนัดชวนเพื่อนสมาชิกชาวเฉลิมไทยไปดูหนังรอบส่งท้ายด้วยกัน
ผมเข้าไปตอบกระทู้อาสาจะช่วยออกค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง กรณีที่อาจจะต้องเหมาโรงหนังทั้งโรงเพื่อคนเฉลิมไทยโดยเฉพาะ (ตั้งกระทู้ไปผมก็เอาบัตรเครดิตตัวเองขึ้นมาลูบเล่น ใจหวิวๆพิกล) หลังจากผมเขียนข้อความลงไปไม่นาน ก็มีเพื่อนสมาชิกชื่อ หมวยตัวดำติดต่อเข้ามาอาสาจะช่วยจองโรงหนังให้และยังยุให้ผมติดต่อคุณ อิทธิสุนทร ผู้กำกับฯ ให้มาร่วมชมภาพยนตร์รอบพิเศษนี้ผมติดต่อไปยัง กิมมิคฟิล์ม จนได้รู้จักกับคุณไหมซี่งเป็นผู้ช่วยของ พี่อิท คุณไหม ให้คำปรึกษาเรื่องความเป็นไปได้ที่จะเชิญทีมงาน และนักแสดงบางท่านมาร่วมกิจกรรมของเราในครั้งนี้ และยังได้แนะนำให้ผมรู้จักกับมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะอีกด้วยผมตั้งกระทู้เกี่ยวกับโครงการ “โหมโรงรอบพิเศษ” ในพันทิปเป็นครั้งแรก มีสมาชิกให้ความสนใจมากมาย จนทำให้ผมเริ่มเห็นความเป็นไปได้ที่จะจัดกิจกรรมให้เป็นเรื่องเป็นราว มากกว่าการนัดกันไปดูหนังเฉยๆ จึงปรึกษากับคุณ หมวยตัวดำ เราทั้งสองคนเห็นตรงกันว่า ควรจะรับสมัครทีมงานเพื่อจะได้ช่วยกันผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ (แต่คุณหมวยออกตัวไม่ขอเป็นทีมงาน สงสัยโจทก์คงเยอะ)

วันที่ 2 /วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547
        ผมประกาศหาอาสาสมัครมาร่วมจัดงาน “โหมโรงรอบพิเศษ” และนัดประชุมในเย็นวันเดียวกัน ที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ เนื่องจากคุณ โอ พระเอกของเรื่องมีคิวสัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ที่มูลนิธิพอดี (แต่ตอนรับสมัครผมไม่ได้บอกเรื่องคุณ โอ กลัวจะมีคนมาดูดารามากกว่ามาเป็นทีมงาน)

        ถึงแม้จะเป็นการนัดหมายอย่างเร่งด่วนก็ยังมีผู้ให้ความสนใจมาร่วมประชุมหลายท่าน และเพียงแค่มีข่าวนัดประชุมทีมงาน ในพันทิปก็เริ่มมีสมาชิกจำนวนหนึ่งลงชื่อขอจองบัตรล่วงหน้ากันแล้ว ตกเย็น เหล่าอาสาสมัครต่างเดินทางมาถึงมูลนิธิฯ โดยพร้อมเพรียงกัน

        อาสาสมัครส่วนใหญ่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน จึงต้องมีการแนะนำตัวกันพอสมควรก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น ผู้ร่วมประชุมประกอบไปด้วย อาสาสมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกจากพันทิป คุณไหม จากกิมมิคฟิล์ม และ อาจารย์เอ้ (ยางสน) จากมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ การประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจะสรุปรายละเอียดในการจัดงานคร่าวๆเพื่อใช้เสนอไปยัง สหมงคลฟิล์ม ให้ช่วยประสานงานกับทางโรงหนังเพื่อจองโรงฉายและจองพื้นที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆ

        การประชุมยืดเยื้อไปจนกระทั่ง 5 ทุ่มครึ่ง (ทีมงานบางคนถึงขั้นกลับไปทะเลาะกับแฟน บางคนก็โดนผู้ปกครองโทรมาดุ) จึงได้ข้อสรุปว่า งานจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาเช้า นอกจากจะร่วมชม “โหมโรง” ร่วมกันแล้ว มีการเสวนาเกี่ยวกับเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ความเป็นมาของดนตรีไทย โดยผู้กำกับฯ ทีมนักแสดง และ อาจารย์จากมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ฯ อีกทั้งยังมีการแสดงดนตรีจากวงกอไผ่ด้วย

        ส่วนรายละเอียดเรื่องโรงหนังที่จะจัดกิจกรรมนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป และแล้วหลังจากผ่านมาในวันที่ 2 เราก็ได้ทีมงาน “โหมโรงรอบพิเศษ” ชุดแรกจำนวน 17 คน โดยมีการจัดตั้งฝ่ายออกแบบและจัดทำของที่ระลึกขึ้นมาเป็นฝ่ายแรก มีหน้าที่ออกแบบโลโก้งาน และจัดทำของที่ระลึกต่างๆในงาน ผมกลับบ้านตั้งกระทู้รายงานบรรยากาศการประชุม ก่อนจะข่มตานอนหลับไปอย่างยากเย็นด้วยความตื่นเต้น

วันที่ 3 /วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547
งานในวันนี้ไม่ยุ่งเหมือน 2 วันที่ผ่านมา คงเป็นเพราะเราได้ข้อสรุปคร่าวๆของงานแล้ว สิ่งที่ผมทำในวันนี้จึงมีเพียงแค่การแจ้งข่าวไปยังผู้เกี่ยวข้องต่างๆ และรอฟังผลตอบรับ

ผมแจ้งรายละเอียดการจัดงานเบื้องต้นให้ สหมงคลฟิล์มทราบ และพูดคุยกับคุณไหมนิดหน่อย เกี่ยวกับทีมนักแสดงที่จะมาร่วมในวันงาน

ช่วงเย็น ผมมีนัดคุยกับคุณวรพจน์ หนึ่งในผู้บริหารของ PANTIP.COM พร้อมกับทีมงานของเราซึ่งเป็นสมาชิกเก่าแก่ 2 คนคือ คุณ กึ่งยิงกึ่งผ่าน และ คุณพี่เสือ LittleTiger ซึ่งผมคาดว่าคงใช่ข่มขวัญ PANTIP ได้ไม่มากก็น้อย (ฮ่า) พี่พจน์ ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์กับราหลายอย่างในการจัดงาน เช่นวิธีการจองบัตร ขนาดของงาน และจำนวนผู้ร่วมงาน (รวมถึงข้อแนะนำอื่นๆสำหรับผมเช่น ตั้งกระทู้อย่างไรไม่ให้โดนลบ) จนได้ข้อสรุปว่า เราจะทำการขายบัตรหน้างานทั้งหมด จำนวนบัตรที่คิดไว้คือ 600 ใบ

หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ผมโทรสอบถามความคืบหน้ากับทางสหมงคลอีกนิดหน่อย ทราบว่ากำลังเดินเรื่องติดต่อโรงหนังอยู่วันพรุ่งนี้คงรู้ผล คืนนี้คงไม่มีอะไรทำนอกจากการรอ และนั่ง Chat กับทีมงานด้วยความเมามันส์ เป็นอันจบการทำงานวันที่สามเพียงเท่านี้

วันที่ 4 /วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547
วันนี้เราได้รับทั้งข่าวดีและข่าวร้ายพร้อมๆกันจากสหมงคลฟิล์ม ข่าวดีคือเราได้โรงหนังที่จะจัดงานแล้ว คือ SF มาบุญครอง แต่ข่าวร้ายคือไม่มีโรงฉายที่รองรับคนจำนวน 600 ที่นั่งได้ จึงต้องแบ่งเป็น 2 โรง ความคิดที่จะจัดกิจกรรมในโรงเป็นอันต้องยกเลิกไป

ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องสถานที่จัดกิจกรรมหน้าโรงหนัง ซึ่งพื้นที่หน้าโรงอาจไม่เหมาะกับการจัดงานอย่างที่เราตั้งใจไว้ เนื่องจากทางเดินชั้น 7 มาบุญครองมีลักษณะเป็นทางเดินยาวไม่กว้างนัก (ตรงนี้ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของทีมงานเองที่มัวแต่คิดเรื่องการเดินทาง เลยเสนอชื่อโรงหนังไปแค่ 3 โรงโดยระบุเฉพาะแค่บริเวณ สยามฯ) แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามเราก็ต้องทำงานต่อไป ผมปรึกษากับทีมงานหลายคนก็ยังไม่มีใครมีทางออกสำหรับปัญหานี้ จึงพักเรื่องเอาไว้ก่อน

เย็นวันนี้ถึงจะไม่มีนัดพูดคุยกับใครแต่ผมรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เป็นความรู้สึกล้าครั้งแรกตั้งแต่เริ่มทำงานนี้ อาจเป็นความเหนื่อยที่สะสมไว้ตลอด 3 วันที่ผ่านมา วันนี้ผมนอนหลับเร็วและตื่นสายเอามากๆ

วันที่ 5 /วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
        เช้าวันนี้เป็นวันที่คึกคักวันหนึ่งของทีมงาน “โหมโรงรอบพิเศษ” คุณ กึ่งยิงกึ่งผ่าน เปิดตัว Webboard ของทีมงานเป็นครั้งแรก ทำให้เรามีที่ตั้งกระทู้พูดคุยหารือกันระหว่างทีมงานเป็นการภายใน โดยมีทีมงานหลายคนเข้ามารายงานตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ในขณะเดียวกันกับที่ หนูนก Nokazar ได้เสนอแบบเข็มกลัดที่ออกแบบโดยคุณ Nangoing สาวห้องไซไฟให้ทีมงานได้ยลโฉม สุดท้ายข่าวดีอีกเรื่องของเราคือ คุณกนก คนดัง ยังสนใจจะมาช่วยเป็นพิธีกรในงานอีกด้วย

        ผมเองเห็นงานเดินไปได้อย่างนี้ค่อยมีกำลังใจทำงานขึ้นมาหน่อย เลยตั้งกระทู้รับสมัครทีมงานเพิ่มเติม และนัดประชุมใหญ่ในวันเสาร์พรุ่งนี้ แถวๆสยาม เพราะนอกจากจะได้ประชุมทีมงานแล้วยังได้ไปสำรวจสถานที่จริงอีกด้วย ความเห็นของหลายฝ่ายกำหนดให้นัดประชุมกันที่ โรงอาหารใต้ศูนย์หนังสือจุฬา สาขาสยามแสควร์

        ผมโทรไปหา อาจารย์ เอ้ ที่มูลนิธิฯ เพื่อเชิญมาร่วมประชุมกับเราด้วย ผมตั้งความหวังไว้ว่าการประชุมพรุ่งนี้ จะสามารถสรุปงานทุกอย่างของเราได้ และเราจะได้ให้ PANTIP.COM ประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที

        คืนนี้เป็นคืนที่ได้ Chat กับผู้คนมากมายที่สุดตั้งแต่ได้ทำงานมา เนื่องจากมีผู้สนใจอาสามาร่วมเป็นทีมงานมากมาย ผมคาดไว้ว่าพรุ่งนี้ต้องมีผู้มาร่วมประชุมเกิน 30 คนแน่ๆ ผมนั่งเล่นกระทู้อย่างตื่นเต้นอยู่จนรุ่งสาง คืนนี้ช่างเป็นคืนที่ยาวนานจริงๆ

วันที่ 6 /วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
ผมมาถึงโรงอาหารใต้ศูนย์หนังสือจุฬาพร้อมๆ กับสมาชิกกลุ่มแรก (รู้สึกคนแรกที่ผมเจอจะเป็นคุณ นิค DetailMan จากหว้ากอ) และอาจารย์เอ้ เราจัดการยึดโต๊ะโรงอาหาร 3 โต๊ะเพื่อใช้เป็นที่ประชุมเฉพาะกิจ

สมาชิกหลายคนเริ่มทยอยกันมาร่วมประชุม โดยมีทั้งสมาชิกใหม่ และสมาชิกที่เป็นทีมงานชุดเดิมจากการประชุมครั้งที่แล้ว มีการแนะนำตัวสมาชิกใหม่กันตลอดเวลาการประชุม อาทิสาวเมืองยศ, นักเรียนม.ปลาย, อ.ฮั๊ว และคนอื่นๆอีกมากมาย

วาระแรกที่หยิบยกขึ้นมาคือเรื่องการขายบัตรหน้างาน หลายคนในที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างจากข้อสรุปในครั้งแรกของเรา โดยอยากจะให้มีการจองบัตรด้วยการโอนเงินมากกว่า คงเป็นเพราะเริ่มมั่นใจในจำนวนผู้มาร่วมงานว่าอาจจะมากเกินกว่าที่เราประมาณการไว้ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยในข้อนี้จากกระแสโหมโรงที่สื่อต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจ เป็นอันว่าเราจะมีการเปิดจองบัตรโดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และบัตรส่วนที่เหลือ(ถ้ามี) จะนำไปขายในวันงาน

วาระต่อมาทีมออกแบบและจัดทำของที่ระลึก โดยหนูเซ Seven of Nine ได้โชว์แบบเข็มกลัด และโลโก้ของงานให้ผู้ร่วมประชุมทุกคนตัดสิน และในที่สุดชื่อ “โหมโรง@พันทิป” ก็ได้กลายเป็นชื่องานอย่างเป็นทางการ เวลาผ่านไปจำนวนผู้มาร่วมการประชุมเริ่มมากขึ้นจนกระทั่งถึง 40 คน เราจึงตัดสินใจแบ่งการประชุมออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้เหมาะสมกับวาระต่อไปคือ การแบ่งหน้าที่และจัดตั้งฝ่ายต่างๆโดยจะมีกลุ่มที่ประชุมเรื่อง การจองบัตร/รับบัตรหน้างาน กลุ่มที่ประชุมเรื่องกิจรรมบนเวที และกลุ่มที่ประชุมเกี่ยวกับกำหนดการและจัดการสถานที่ ตามลำดับ โดยให้ทุกคนเลือกจับกลุ่มกันเองตามความถนัดและความต้องการของแต่ละคน

หลังจากการประชุมผ่านไปอย่างยาวนาน ที่ประชุมได้ข้อสรุปทั้งเรื่องการแบ่งหน้าที่และ กำหนดการณ์ต่างๆ ของงานในระดับที่พอจะสามารถประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการได้ ทีมงานจึงตกลงจะย้ายไปดูสถานที่บริเวณชั้น 7 มาบุญครองกันต่อ ในขณะที่ผมต้องไปเปิดบัญชีที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาสยามฯ เพื่อใช้รับโอนเงินค่าจองบัตร ผมไปเปิดบัญชีกับคุณแป้ง Arnis และคุณทิพ เหรัญญิกของเรา จากนั้นจึงตามขึ้นไปสมทบกับทีมงานบริเวณสถานที่จัดงาน

อย่างที่เป็นห่วงตั้งแต่ต้นจากการสำรวจพื้นที่ หนูส้ม IAmChula ทีมสถานที่มีปัญหากับการตั้งเวทีพอสมควรรวมถึง อ. เอ้ ที่ต้องจัดการแสดงดนตรี ก็ยังหนักใจเกี่ยวกับตำแหน่งพื้นที่ในการแสดง เรายืนปรึกษากันอยู่กันจนถึง เวลาประมาณทุ่มกว่าๆ จึงแยกย้ายกันกลับ

จากการสรุปล่าสุดเรามีทีมงาน “โหมโรง@พันทิป” ทั้งหมด 42 ชีวิต และในคืนนั้นเองกระทู้กำหนดการงาน “โหมโรง@พันทิป” อย่างเป็นทางการก็ได้ถูกตั้งขึ้น พร้อมๆกับการเปิดรับจองบัตรโดยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย ทีมงานทุกคนต่างตั้งตารอผลการตอบรับในวันพรุ่งนี้ด้วยใจระทึก

วันที่ 7 /วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2547
ผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปถ่ายภาพประตูทางเข้าห้างมาบุญครอง ในช่วงเวลาห้างเปิดจริง เพื่อประเมินเวลาการขนย้ายผู้ร่วมงานจากชั้นล่างขึ้นไปสู่ชั้น 7 เนื่องจากกำหนดการในวันจริงของเรากระชั้นมาก และก็พบปัญหาในการเคลื่อนย้ายคนอยู่จุดสองจุด แต่นั่นไม่เท่ากับปัญหาใหญ่ที่เราทุกคนในทีมจะต้องเจอกันในวันนี้

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เป็นหมู่คณะ” คำพูดของน้อง ปิ๊ก Picmee คงอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เหตุเกิดมาจากบัญชีสำหรับรับโอนเงินที่เราไปเปิดเมื่อวาน ยังไม่สามารถให้บริการโอนเงินผ่าน ATM เข้าบัญชีได้ จนกว่าข้อมูลเจ้าของบัญชีจะถูก Update ในระบบ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดก็คือเช้าวันอังคาร !!

ผมนั่งไม่ติดเก้าอี้เมื่อเห็นข้อความในกระทู้แจ้งปัญหาโอนเงินไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องประกาศ “ระงับการจองบัตรชั่วคราว
คุณ ณัชร์ หนึ่งในทีมงานสอบถามไปยังธนาคาร ได้ความว่าหากต้องการจะโอนเงินก่อนวันอังคาร ต้องโอนผ่านเคาท์เตอร์ของธนาคารกสิกรไทยเท่านั้น

เมื่อผลสรุปออกมาดังนี้ สิ่งที่เราพอจะทำกันได้คือ ไปเขียนข้อความในกระทู้แจ้งปัญหาที่เรากำลังเจออยู่ ให้ผู้ที่ต้องการจองบัตรได้รับทราบ และเปิดจองบัตรต่อไป ผมบอกให้ทุกคนในทีมทำใจนับหนึ่งกันในวันอังคารแล้วกัน

วันที่ 8 /วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547
        เรื่องมหัศจรรย์มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเสมอ ผมได้ตัวเลขยอดโอนเงินจาก น้องแป้ง ผู้ถือบัญชี ในตอนเช้าพบว่าบัตรออกไปแล้วเกือบร้อยใบ เป็นตัวเลขมากกว่าที่เคยประเมินไว้พอสมควร เพราะผมไม่คิดว่าจะมีคนมาโอนเงินผ่านเคาท์เตอร์มากมายนัก แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงตอนบ่าย ผมถึงเริ่มรู้สึกว่าผมประเมินคนเฉลิมไทยต่ำไปซะแล้ว

        ผมโทรไปคุยกับคุณไหม คุณไหมสอบถามด้วยความเป็นห่วงว่ามีคนจองบัตรบ้างหรือยัง ผมแจ้งข่าวดีให้คุณไหม ทราบว่าบัตรของเรากำลังจะเต็มแล้ว คุณไหม เซอร์ไพรซ์มาก (พอๆกับผมแหละครับ) ผมฝากให้คุณไหมแจ้งข่าวดีนี้กับพี่อิทด้วย หลังจากคุยกับคุณไหมแล้วผมจึงโทรไปแจ้งให้มูลนิธิฯทราบ สุดท้ายจึงตั้งกระทู้แจ้งปิดการจองบัตร และเตรียมตัวไปปิดบัญชีที่สยามฯ ระหว่างที่ผมเดินทางไปปิดบัญชีผมได้รับโทรศัพท์จากสมาชิกพันทิปหลายคนบอกว่าจองบัตรไม่ทันไม่คิดว่าจะเต็มเร็วแบบนี้ อย่าว่าแต่สมาชิกพันทิปเลยครับแม้แต่ทีมงาน “โหมโรง@พันทิป” เองหลายคนยังจองกันไม่ทันเลยครับ

        ผมเริ่มรู้สึกเสียดายที่ตอนแรกไม่กล้าประเมินคนไว้สัก 800 จะได้ไม่ต้องทำให้หลายๆคนผิดหวัง แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าแบบนี้แหละดีแล้วเพราะในเมื่อเราได้ตัดสินใจอะไรลงไป ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่มี ในเวลาและสถานการณ์หนึ่งอย่างดีที่สุดแล้ว ถือว่าเราทำหน้าของเราเองที่ได้สมบูรณ์แล้ว ไม่ควรจะโลภมากไปกว่านี้ ผมคิดว่าแค่นี้งานเราก็ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลือแต่พยายามทำมันออกมาให้ดีก็พอ

        คืนนั้น ผมคุยกับทีมงาน 2-3 คน เพื่อเตรียมนัดประชุมเพิ่มเติมในวันพุธ และเข้าไปอ่านกระทู้ที่ผู้พลาดการจองบัตรหลายคนเข้าไปเขียนเอาไว้ จะว่าสงสารก็สงสาร แต่ผมพูดกับตัวเองไว้ก่อนแล้วว่า “บัตรเต็มดีกว่าบัตรเหลือน่า” ผมตัดใจ ShutDown และนอนหลับไปด้วยความรู้สึกโล่งใจเป้นครั้งแรกในรอบหลายๆวันที่ผ่านมา


วันที่ 9 /วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2547 (ภาค 1)

หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกวัน แต่ทำไมบางครั้งเราถึงรู้สึกว่าแต่ละวันสั้นยาวไม่เท่ากัน คนบางคนวัดความสั้นยาวของวันจากความรู้สึก บางคนวัดจากปริมาณของสิ่งที่ทำได้ในแต่ละวัน ถ้าผมวัดจากกรณีหลัง วันนี้คงจะต้องเป็นวันที่ยาวมากแน่ๆ

วันนี้เวลา 11 นาฬิกาผมได้รับข่าวด่วนจากกระทู้คุณ อุปนิกขิต ว่าท่าน Cinephile สั่งเพิ่มโรงฉายให้หนัง “โหมโรง” เพิ่มอีก 6 โรง นับเป็นจำนวนกว่า 1,000 ที่นั่ง และแล้ววลี “ตกเก้าอี้” ก็ถูกผมนิยามความหมายขึ้นมาใหม่ในวันนี้นี่เอง หลังจากตั้งสติ คลานกลับขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ได้แล้ว ผมได้สอบถามคุณอุปนิกขิตถึงที่มาที่ไป คุณอุปนิกขิต บอกให้ผมติดต่อไปคุยรายละเอียดที่กิมมิคฟิล์มได้เลย ผมโทรไปหาคุณ ไหม ท่าน Cinephile ก็นั่งอยู่กับคุณไหมด้วย หลังจากการพูดคุยกันสรุปว่าท่าน Cinephile จะให้โรงภาพยนตร์ SF มาบุญครอง ทุกโรงทำการฉาย “โหมโรง” ในรอบเช้าพร้อมๆกันเลย

แน่นอนคงไม่มีใครไม่ยินดีกับข่าวที่ว่านี้ ยิ่งถ้าคุณคือผู้พลาดหวังจากการจองบัตร หรือเป็นสมาชิกพันทิปที่เชียร์หนัง “โหมโรง” อยู่ แต่สำหรับคนจัดงานอย่างเราๆ แล้วจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นมามากกว่าเท่าตัวนี้ ย่อมหมายถึงขนาดงานที่ต้องใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ลำพังแค่จำนวนคน 600 ที่เราประเมินไว้ตอนแรก ก็มีปัญหาที่แก้ไม่ตกเรื่องการรับบัตร และการออกแบบเวทีมากพออยู่แล้ว
เริ่มมีทีมงานโทรศัพท์มาถามผมว่าจะเอายังไงกันดี ผมปรึกษากับพี่เสื่อ LittleTiger แล้วได้ข้อสรุปว่า ถ้าท่าน Cinephile จะเพิ่มโรงให้จริงๆ เราขอให้ท่านย้ายที่จัดงานด้วยเลยดีไม๊

ผมติดต่อกลับไปอีกครั้งเพื่อแจ้งเรื่องที่เราต้องการ ไม่รู้ว่าด้วยบุญกุศลของทีมงานคนใด ที่ทำมาแต่ชาติปางไหนเราก็ได้ย้ายสถานที่จริงๆ ดังใจ (เราได้ทราบภายหลังว่าการย้ายโรงของเราในครั้งนี้ สร้างความลำบากให้พนักงาน Office ของทั้งสหมงคลฯ และ SF Cinema เป็นอย่างมาก ก็ฝากขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ)

เราได้สถานที่จัดงานใหม่คือโรงภาพยนตร์ SFX เซ็นทรัลลาดพร้าว ได้โรงหนัง 3 โรง จำนวนที่นั่ง 1,050 ที่นั่ง ในตอนแรกท่าน Cinephile จะให้ 9 โรงด้วยซ้ำ โรงแต่ทีมงานบางคนบอกว่าถ้าให้ 9 โรงจริงๆขอลาออกจากการเป็นทีมงานแล้วกัน เพราะจัดไม่ไหวแน่ๆ (ฮา) เราเลยขอท่านเพียง 3 โรง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เกิดขึ้นภายในเวลา 3 ชั่วโมงเท่านั้น!!

อังคาร 24 (ภาค 2)
        ตกเย็น เรามีประชุมด่วนนอกรอบที่เช็นทรัลลาดพร้าว โดยให้คุณ Monkeygig เป็นผู้ประสานงานนัดหมายการประชุม เรื่องที่ประชุมส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการรับบัตรหน้างาน และการควบคุมคนขึ้นโรงหนัง เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถจัดการกับคนกว่า 1,000 ให้เรียบร้อยได้ดั่งใจรึเปล่า จนฝ่ายรับบัตรต้องขอนัดประชุมกันเพิ่มเติมกันอีกในวันพฤหัส การประชุมวันนี้ก็ยังมีสมาชิกใหม่มาร่วมงานเพิ่มเติมเหมือนทุกครั้ง เช่น ทามะจัง และคุณ Sathorn 17 จนผมเริ่มหวังว่าเราคงมีทีมงานถึงร้อยคนเร็วๆ จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องบัตรเหลือ (ฮา)

        หลังจากประชุมกันเสร็จเราก็ขึ้นไปดูสถานที่ด้วยกัน ณ บริเวณโรงภาพยนตร์ SFX มีการสำรวจและถ่ายรูปสถานที่นิดหน่อย หลังจากหารือกับทุกฝ่ายแล้ว ทุกคนชอบสถานที่ใหม่ของเรามากและเราก็คิดว่า สมาชิกพันทิปที่จองบัตรไปแล้วคงยินดี หากเราจะขอย้ายงานมาจัดกันที่ลาดพร้าว ผมปล่อยให้ฝ่ายสถานที่นั่งออกแบบพื้นที่จัดงานอยู่ครู่หนึ่งจึงพากันกลับบ้าน

        เมื่อทุกอย่างพร้อมเราจึงตั้งกระทู้แจ้งย้ายสถานที่จัดงานและเปิดจองบัตรเพิ่มในคืนนั้นทันที โชคดีที่ผู้จองบัตรส่วนใหญ่ที่มาตอบกระทู้ เห็นด้วยกับการย้ายสถานที่ในครั้งนี้ และเราหวังว่าคนที่พลาดหวังจากการจองบัตรในครั้งที่แล้วจะได้ตื่นเช้ามาอ่านข่าวดีนี้ด้วยกัน

วันที่ 10 /วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2547
        “ยอดเวลา 12.00น. โอนเงินเข้ามา 163 ใบ รวมกับยอดจองรอบแรก 600 ใบเป็น 763 ใบ” ผมเขียนข้อความนี้ในกระทู้ก่อนทานข้าวกลางวันเล็กน้อย ยอดจองสูงกว่าที่คิด(อีกแล้ว) วันนี้ผมกลับมาทำงานในรูปแบบเดิมๆ อีกครั้งเหมือนตอนเริ่มงานนี้วันแรกคือโทรศัพท์ทั้งวันเรื่องที่คุยก็อาทิเช่น ขอผังที่นั่งโรงหนังที่จองไว้ ตามเรื่องVideo เบื้องหลังที่จะฉายในงาน และรายชื่อนักแสดงที่จะไปร่วมงาน ติดต่อเรื่องชำระค่าเช่าโรงหนัง รวมถึงต้องคุยกับ สหมงคลฯ เรื่องการขอทีมจัดเวทีและขอยืมเครื่องเสียงที่จะใช้ในงาน

        ผมส่งหนูส้ม IAmChula ไปติดต่อเรื่องอุปกรณ์-สถานที่กับสหมงคลฯ และนัดทีมงานฝ่ายต่างๆ ที่มีเรื่องตกค้างยังไม่ได้สรุปไปพูดคุยกันที่มูลนิธิตอนเย็น (ทีมงานเรานี่ก็รักกันจริงๆขยันประชุมกันได้ทุกวันเลย) ช่วงบ่าย 3 โมง ผมตรวจสอบยอดการจองบัตรอีกครั้ง มีบัตรเหลือเพียงแค่ร้อยกว่าใบเท่านั้น ผมนึกกลัวๆ ขึ้นมาว่าบัตรอาจะถูกจองเต็มภายในเช้าวันพรุ่งนี้ (ที่กลัวเพราะผมพนันกับคุณ Wizard3d ไว้ว่าจะเต็มหลังเที่ยงพรุ่งนี้) ผมโทรไปแจ้งข่าวดีกับผู้เกี่ยวข้องต่างๆอีกรอบ ทุกฝ่ายยินดีกับความสำเร็จของงานนี้

        ความสำเร็จในการเปิดจองบัตรคงไม่ใช่ทั้งหมดของงานนี้ หลังอารมณ์ยินดีปรีดาของผมหายไปผมก็กลับมาตามงานต่อ และได้ทราบว่า การประสานงานกับสหมงคลฯ เรื่องอุปกรณ์-สถานที่ยังไม่คืบหน้า หนูส้มโทรมาบอกว่ามีปัญหาหลายเรื่องต้องตัดสินใจ คงต้องคุยกันอีกทีในที่ประชุมเย็นนี้ ส่วนVideo เบื้องหลังทางกิมมิคฯ ก็รีบตัดต่ออยู่ คุณไหมบอกว่า มีฉายทันวันงานแน่ๆ แต่อาจจะทำเสร็จก่อนงานเริ่มไม่กี่ชั่วโมง ช่วงเย็นก่อนจะออกจากที่ทำงานทางโรงหนังโทรมาขอให้ชำระเงินค่าโรงหนังก่อน ผมขอชำระวันศุกร์เพราะมีบัตรที่จองโดยตัวแทนจาก Web ต่างๆที่ยังไม่ได้ชำระเป็นเงินอีกประมาณ 300 ที่นั่ง หลังจากติดต่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเดินทางไปประชุม

        และเช่นเคยการประชุมทุกครั้งก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาร่วมงานกับเราเช่นคราวนี้คุณ JeyZ ก็ชวนคุณ Mink มาร่วมเป็นทีมงานด้วยอีกคน และก็มีบางคนที่มาร่วมงานอยู่นานแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยได้ถามชื่อซักทีเช่นคุณ ว่านน้ำ ผมก็เพิ่งรู้จักก็วันนี้แหละ ในการประชุมวันนี้หนูเซฯ ควงหนูเชอรี่ Scarborough มาโชว์เข็มกลัดที่ทำเสร็จแล้วให้ทีมงานดู แค่เห็นเพียงครั้งแรกก็รู้สึกได้เลยว่าต่อไปของสิ่งนี้จะต้องเป็นของสะสมที่มีค่ามหาศาลในอนาคต (ตอนนี้ยังสั่งทำรอบ 2 อยู่เลยครับ ใครที่ได้ไปในวันงานให้คุณรู้ไว้เลยว่าคุณโชคดีมากๆเลย)

        หลังจากทักทายกันเราก็เข้าสู่วาระการประชุม การประชุมในวันนี้ค่อนข้างเครียดเนื่องจาก เป็นวาระ ที่สำคัญ (ไม่ได้เจอทีมเวทีแบบครบทีมมาซะนาน ทั้ง หนูปุ้ม pitsie~, หนูบี-‘ TeBrlnDa‘, หนูปิ๊ก/ทิพย์-picmee มากันครับหมด) ทั้งเรื่องกิจกรรมบนเวที การรับแขก และการจัดสถานที่ มีข้อมูลหลายอย่างยังไม่ได้สรุป เพราะต้องรอคำตอบจากทางเจ้าของสถานที่จัดงานด้วย แต่ยังดีที่การประชุมวันในวันนี้มีคุณ ฮง Suthiporna คอยช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับทางโรงหนังได้เป็นอย่างดี จนเราคิดว่าเป็นเจ้าของ SF ซะเองอีก

        การประชุมดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน หลังจากผู้ร่วมประชุมต่างเสียเลือดเสียเนื้อกันพอสมควร ก็ถึงเวลาได้ข้อสรุป เกี่ยวกับเรื่องเวที สถานที่ รายการอุปกรณ์ที่ต้องขอกับทางโรงหนัง หรือ สหมงคลฯ ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะได้รับครบตามที่ขอหรือไม่ ในขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้นจะถึงวันงาน ทีมงานทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า ส่วนผมเองต้องกลับไปทำงานส่วนตัวต่อเพราะมีนัดส่งงานลูกค้าพรุ่งนี้ ผมยังไม่แน่ใจเลยว่ามันจะเสร็จทันไม๊

วันที่ 11 /วันพฤหัสที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547
วันนี้ผมแทบไม่มีเรื่อง “โหมโรง@พันทิป” อยู่ในหัวเนื่องจากไม่สบายตั้งแต่เช้า ถึงผมจะไม่ไปทำงาน แต่ก็ไม่สามารถนอนแอ้งแม้งอยู่กับบ้านได้นานนัก เนื่องจากมีนัดส่งงานสำคัญกับลูกค้าในตอนเย็น เวลาตลอดทั้งวันของผมจึงหมดไปกับการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน ขนาดโทรศัพท์เงินหมดโทรออกไม่ได้ยังไม่มีเวลาเดินออกไปซื้อ ต้องขอบคุณคุณ ผู้สาวเมืองยศ มากสำหรับการ SMS รหัสบัตรเติมเงินโทรศัพท์มาให้

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมไม่ได้ไปร่วมประชุมกับทีมงาน โดยวันนี้เป็นการประชุมของทีมรับบัตรซึ่งมี อ.ฮั๊ว เป็นผู้ดำเนินการประชุมมีผู้ร่วมประชุมฝ่ายบัตรไปร่วมมากมาย ซึ่งบางคนผมยังไม่เคยได้เอ่ยชื่อก่อนหน้านี้เช่น คุณ New Kids in town รวมถึงผู้สังเกตการณ์จากผ่ายสถานที่ นอกจากนี้ทีมงานยังได้สมาชิกใหม่ (อีกแล้ว) หลายคนโดยมี คุณ007 คุณSathorn17 คุณตาราไต และคุณถึก ตามลำดับ

ทีมงานบางคนโทรมารายงานผลการประชุมให้ผมฟังทางโทรศัพท์ ในขณะที่ผมนำงานไปส่งลูกค้า ถึงวันนี้งานผมจะทำไม่เสร็จไม่สามารถส่งงานลูกค้าได้ทันตามกำหนดก็ตาม แต่ประโยคเพียงประโยคเดียวของทีมงานคนนั้นก็ทำให้ผมลืมปัญหาทุกอย่างลงได้ และผมยังจำขึ้นใจจนทุกวันนี้
“คุณนัททำงานให้เต็มที่เถอะ ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะดูแลทางนี้เอง”

วันที่ 12 /วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547
        หลังจากวันที่ห่อเหี่ยวผ่านพ้นไปพระอาทิตย์ยามเช้าวันนี้ดูร้อนแรงเป็นพิเศษ วันนี้ควรจะเป็นวันสุดท้ายสำหรับการติดต่องาน เพราะพรุ่งนี้คือวันที่เราจะต้องเตรียมงานกันแล้ว ผมเข้า Web ตั้งกระทู้แจ้งรายชื่อนักแสดงทั้งหมดที่จะมาร่วมงานให้สมาชิกทราบ ก่อนจะโทรฝากให้หนู ส้ม ฝ่ายสถานที่ไปประสานงาน กับสหมงคลฯ ซึ่ง ณ วันนี้งานสถานที่ที่เราเป็นห่วงกันในตอนแรก ได้รับความร่วมมืออย่างดีจนหมดห่วงไปได้ จะมีเหลือก็ Video ที่จะฉายในงานซึ่งทางกิมมิคฯ สัญญาว่าจะพยายามนำบางส่วนมาให้ทีมเวทีดูได้ ในคืนก่อนวันงานเพื่อ จะได้เตรียมเขียนสคริปให้ทัน ซึ่งตรงนี้ผมปล่อยให้เป็นหน้าที่ทีมเวทีดูแลกันเองเพราะเชื่อมือว่า ถึงให้แก้สคริปกันนาทีต่อนาทีพวกเธอก็ยังสามารถ

        ตอนบ่ายผมนัดกับหนู ทิพ ทีมงานที่รวยที่สุดเนื่องจากเป็นคนถือเงินค่าบัตร ที่สำนักงานใหญ่ SF Cinema เพื่อนำเงินค่าโรงหนังไปชำระ หลังจากหมดเรื่องค่าโรงไป ผมโทรไปยังทุกๆ ทีมของเราเพื่อตรวจสอบความพร้อมครั้งสุดท้าย จนแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางไปยังมูลนิธิฯ เพราะทีมงานนัดทานอาหารค่ำกันที่ร้านอาหารแถวนั้น และทั้งหมดนั่นคือวันศุกร์ที่แสนจะราบรื่นของเรา

วันที่ 13 /วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2547
ผมมาถึงมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะช้ากว่าที่ตั้งใจไว้หลายชั่วโมง เพราะเจ้านายผมเรียกไปช่วยงานที่บริษัทตั้งแต่เที่ยง ทันทีที่เข้ามาในมูลนิธิผมก็พบกับความโกลาหลของผู้คนมากมาย ทั้งทีมงานของเรา สมาชิกพันทิปที่มารับบัตรก่อนวันงาน เหล่านักเรียนของชมรมดนตรีไทยที่มาเรียนกันในวันนี้พอดี และทีมช่างภาพที่มาช่วยงานจาก 2HOW.COM ทั้งทีมภาพนิ่งและ Video ผมนำตารางงานแต่ละแผนกที่เขียนไว้เมื่อคืนมาปรึกษากับแกนนำแต่ละฝ่าย เพื่อทบทวนลำดับขั้นตอนในวันงานอีกครั้ง ก่อนนำไปสรุปในการประชุมครั้งสุดท้าย

ระหว่างที่ผมผ่านไปยังแผนกต่างๆผมก็อดชื่นใจไม่ได้ เวลาได้เห็นทีมงานของเราแต่ละคน ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งทีมของที่ระลึกที่ช่วยกันเตรียมของใส่กล่อง ทีมArt และคุณตะโก้หวานที่ช่วยกันทาสีโลโก้งานที่ตัดมาจากโฟม คุณผู้กอง ที่กลายมาเป็นทีมบันทึก Video เต็มตัว บางครั้งก็คอยถ่าย Video สัมภาษณ์ทีมงานคนโน้นคนนี้ ทีมแจกบัตรที่นั่งแจกกันท่ามกลางถาดส้มตำและกองขนมนมเนยตรงหน้า อาสาสมัครม้วนโปสเตอร์จากฝ่ายต่างๆมากมายที่ต้องช่วยกันม้วนโปสเตอร์จำนวนกว่า 2,000 ใบ และทีมเวทีที่กำลังโทรปรึกษาเรื่องสคริปกับคุณกนก พิธีกรของงานพรุ่งนี้กันอย่างเคร่งเครียด

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกแปลกหน้าอีกหลายคนที่มาร่วมเป็นทีมงานเพิ่มเติมในวันนี้อีก
หลังจากการสรุปตารางงานทั้งหมดกับทีมงานทุกฝ่ายเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเริ่มการประชุมครั้งสุดท้ายของทีมงาน “โหมโรง@พันทิป” ซะที มาถึงตรงนี้แล้ว ความกังวลต่างๆที่เคยมีอยู่ในใจมาตลอดก็ได้เลือนหายไปอย่างหมดสิ้น ผมเชื่อว่าใครก็ตามถ้าได้มายืนอยู่ต่อหน้าทีมงาน “โหมโรง@พันทิป” ของเรา และได้มองเห็นความตั้งใจในแววตาแต่ละคนอย่างที่ผมเห็นละก็ ทุกคนก็คงต้องคิดไม่ต่างจากผม ถึงพวกเราจะไม่ใช่ผู้จัดงานมืออาชีพ ไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ เป็นทรัพย์สินจากการทำงานครั้งนี้ นอกจากเข็มกลัด (ราคาล่าสุดที่มีคนขอซื้อคือ 200 บาทนะ .. ฮา) แต่เราก็มี ในสิ่งที่ทีมงานมืออาชีพทีมอื่นๆอาจจะไม่มี คือเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะช่วยสืบสานจิตวิญญาณ และศิลปะประจำชาติที่อยู่คู่แผ่นดินแม่ของเราทุกคนมาแสนนาน ผ่านทางภาพยนตร์ “โหมโรง” ที่เราทุกคนรัก และพร้อมใจกันเอาเครดิตทุกสิ่งเท่าที่มีมาการันตี

ผมแจกแจงงานของฝ่ายต่างๆตามที่ได้คุยมาให้ทุกคนในที่ประชุมฟัง ตอบคำถามจากทีมงานอีก 2-3 ข้อ แล้วการประชุมครั้งสุดท้ายก็จบลง ตอนนี้ถึงเวลาที่เหล่าทีมงานต้องแยกย้ายไปทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบของแต่ ละฝ่าย มีการตั้งฝ่ายการ์ดเพิ่มเติม จากเหล่าชายหนุ่มในทีมงาน ทีมเวที และทีมสถานที่เตรียมตัวเดินทางไปสถานที่จัดงานจริง เพื่อควบคุมการติดตั้งเวทีและอุปกรณ์เสียง ในขณะที่ทีมของที่ระลึกกำลังเตรียมการขนย้ายของขึ้นรถ ส่วนทีมช่างภาพเดินทางไปก่อนนานแล้ว (แต่ไม่รู้ว่าเดินทางไปร้านเบียร์หรือสถานที่จัดงานกันแน่) ขณะที่รถยนต์แล่นไปเรื่อยๆ ผมเอนหลังมองดูไฟข้างทางอย่างเพลินใจ คืนนี้ต้องเป็นคืนที่ยาวนานแน่ๆ

วันนี้นี้ที่เซ็นทรัลมีมหกรรมพิเศษลดราคาทั้งห้าง เราได้รับแจ้งจากทีมงาน สหมงคลฯ ว่ายังไม่สามารถขนอุปกรณ์เวที และอุปกรณ์เสียงขึ้นไปชั้นโรงหนังได้จนกว่าจะหลังเที่ยงคืน ทีมงานจีงมีโอกาสเฮฮาด้วยกันครู่ใหญ่ ก่อนจะทยอยกันขึ้นมาเตรียมความพร้อมในสถานที่จัดงาน คุณไหมเดินทางมาถึงพร้อม Video เบื้องหลังภาพยนตร์ที่จะนำมาฉายวันงานเลยส่งต่อไปให้ทีมเวทีจัดการร่างสคริปสุดท้าย ทีมสถานที่เริ่มจัดตำแหน่งเวทีเคลื่อนย้ายสิ่งของ และอุปกรณ์ต่างๆ ผมมองกวาดไปรอบๆสถานที่จัดงาน งานที่พวกเราเฝ้ารอมาตลอดเกือบ 2 อาทิตย์จะเกิดขึ้นจริงๆแล้ว ณ ที่นี้ ในอีกไม่ถึง 10 ชั่วโมงข้างหน้านี้เอง

วันอาทิตย์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาตี 2
ผมและทีมงานบางคนนั่งอยู่หน้าเวทีการแสดงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างรีบเร่ง เวทีมีสองระดับ เวทีทางด้านหลังที่อยู่สูงกว่าเล็กน้อย ปูพื้นสีดำตั้งใจเอาไว้ให้เป็นที่นั่งแสดงดนตรีของวงกอไผ่ ถัดมาทางด้านหน้า เป็นเวทีเตี้ยงกว่าปูพรมสีแดงจัดไว้เป็นที่เสวนาของแขกรับเชิญที่จะมาร่วมงาน
ผมเอนหลังหลับตาลงนึกถึงภาพผู้คนมากมาย นั่งยืนรายล้อมเวทีเล็กๆของเราด้วยใบเปี่ยมสุข ผมเห็นทีมงานนักแสดงและพี่อิท ยืนอยู่บนเวที และนั่น เสียงระนาดดังขึ้นแล้ว…


2004 created by Pantip.com – Chalermthai members
=== ไปดูหนัง “โหมโรง” กับเถิดครับ === วันนี้ขออนุญาตสนทนานอกเรื่องกอล์ฟ ด้วยความรู้สึกอยากชวนพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ไปดูหนัง “โหมโรง” กันทุกๆ คน โดยเฉพาะท่านที่มีลูกยังโตไม่เกินวัยรุ่นตัว ผมเองนั้น อยากไปดูเรื่องนี้ตั้งแต่รู้ว่าเป็นเรื่องระนาด เพราะส่วนตัวชอบเรื่องไทยประยุกต์ (หมายความว่าไม่ชอบดูการแสดงระนาดจริง แต่ชอบเรื่องระนาดที่มาเป็นหนัง) โดยกะจะไปดูท้ายๆ โปรแกรม เพราะไม่ชอบเบียดคน แต่แล้วเมื่อได้ยินข่าวว่าหนังกำลังจะลาโรง เพราะรายได้ต่ำ (คนดูน้อยมาก) ก็ใจหาย มาดิ้นรนตะเกียกตะกายให้เสียดาย ว่าหนังจะออกในวันศุกร์ที่ 20 กุมภา ว่าคงไปดูไม่ทัน คงต้องรอ DVD

แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ครั้งแรกกับหนังไทย คือห้องเฉลิมไทยในพันทิพย์ เกิดมีคนมาโพสต์กระทู้สนับสนุน “โหมโรง” อย่างมืดฟ้ามัวดิน จนคนที่ยังไม่ได้ไปดูอดไม่ได้ ต้องออกมากระแนะกระแหนว่าเป็นการสร้างกระแส แต่แม้คนที่กระแนะกระแหน เมื่อลองไปดูมาแล้วกลับอดมาออกปากเชียร์ซะเองไม่ได้ ยิ่งทำให้เกิดกระแสที่ต้องพิสูจน์ว่า “โหมโรง” เป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในชีวิต ของแทบทุกคนที่ได้ไปดูมาแล้ว (ยังอาจเทียบหนังฝรั่งบางเรื่องไม่ได้ แต่ก็น้อยเรื่องเต็มทีที่นับได้ว่าเป็นหนังดีกว่าโหมโรง) จนรายการถึงลูกถึงคนต้องเชิญผู้สร้าง และดารามาสัมภาษณ์ และจนทำให้โรงหนังไม่กล้าถอดหนังออกจากโปรแกรม จนผมได้มีโอกาสไปดูมาเมื่อวานนี้ (อาทิตย์ที่ 29 กุมภา)

ผมเองก่อน ที่จะเข้าโรงก็เกิดนึกหวั่นใจตัวเอง ว่าหลังจากเห็นคนออกมาเชียร์เยอะแยะ ทำให้ในใจเกิดความคาดหวังกับหนังไม่น้อย หากมันไม่ดีเท่าที่คิดอาจทำให้ดูจบแล้วต้องเสียความรู้สึก ว่าหนังไม่ดีเท่าที่คิดไว้ ก็คงนับว่าขาดทุนทางอารมณ์ไม่น้อย จึงพยายามทำใจแค่ว่า ได้เข้าไปฟังเสียงระนาดเพราะๆ ด้วยระบบเสียงดีๆ คงน่าจะคุ้มแล้ว

การณ์กลับไม่เป็นไปดังคาดหมาย ในขณะที่ดูอยู่ในโรงนั้น ผมเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ตื่นเต้น เร้าใจ กับบทบาทและเรื่องราวแทบทุกบททุกตอน (หนังดนตรีไทยเนี่ยนะ) รวมทั้งบางบทบางตอน ที่ผมเกิดจินตนาการไปถึงเหล่าผู้กล้าที่ยืนหยัดต่อสู้ กับอำนาจบาตรใหญ่ที่ชอบกดขี่ข่มเหงคนอ่อนแอ (ในหนังระนาดเนี่ยนะ) ผมถึงกับร้องไห้โฮใหญ่ๆ สะอึกสะอื้น อย่างที่นึกไม่ถึงว่าหนังจะเสนอแง่มุมสะเทือนอารมณ์ผมขนาดนี้ (เคยร้องไห้กับหนังขนาดนี้เพียงเรื่องเดียวคือ Brave Heart ให้กับคำสุดท้ายในชีวิตของพระเอก คือ Freedom m m m m m…)

จนหนัง จบแล้ว ผมยังออกมาพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์หนังกับภรรยาสุดที่รัก (หนูน้อยของผมนั่นแหละ) ว่าดีใจที่เมืองไทยมีผู้กำกับเก่งๆ แบบนี้สักที และหนังเรื่องนี้ได้เสนอความจริง ที่เป็นต้นเหตุให้สังคมไทยมีความพิกลพิการขนาดนี้ ให้หลายๆ คนเก็บไปคิดและหาทางออกได้เยอะจริงๆ โดยต้นเหตุที่ว่าคือ เมืองไทยในยุคเผด็จการ ได้ทำการขุดรากถอนโคนรากเหง้าวัฒนธรรมตัวเอง (สรุปผ่านคำพูดของตัวเอกในเรื่องประโยคหนึ่งว่า “ต้นไม้ใหญ่จะมั่นคง ต้านทานพายุลมแรงได้ ต้องมีรากที่หยั่งลึก”) ยกย่องเชิดชูวัฒนธรรมตะวันตกอย่างไม่รู้จักคัดกรอง จนวัยรุ่นยุคปัจจุบันมีลักษณะอย่างที่เราเห็นได้ทั่วไป (การขุดรากวัฒนธรรมของไทยทิ้งอย่างไม่เห็นค่า ทั้งด้านสุนทรียศาสตร์ และพุทธศาสตร์ ไม่ใช่เหตุเดียวที่ทำให้คนในสังคมไทยพิการทางอารมณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่เป็นเหตุใหญ่อย่างหนึ่งแน่นอน)

หนังเรื่องนี้มีคุณค่าทั้งทางด้าน ศิลปะและชีวิต (ฉากที่เห็นฝรั่งชื่นชมเสียงระนาด ทำให้ผมระลึกขึ้นได้ว่า ครูสอนดนตรีไทยผมตอนมหา’ลัย เป็นฝรั่งชื่อ อ.บรูซ แกสตัน) ที่กระทบจิตใจของผมในปัจจุบัน และคงกระทบวิถีชีวิตบางอย่างของผมในอนาคต เพราะอย่างน้อยที่สุด ผมคงหาซื้อระนาด ขิม ซอ ขลุ่ย ไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ให้ลูกได้เลือกเรียนในอนาคต นอกจากกีร์ต้าที่ผมมีติดบ้านไว้นานแล้ว (แน่นอน ผมต้องหาโอกาสทำฝันตัวเองให้เป็นจริงไปพร้อมกัน ด้วยการหาเวลาเรียนระนาดด้วย)

หากไม่เป็นภาระแก่ชีวิต หากต้องการรื้อฟื้นความจำว่าเมืองไทยมีอะไรดี (ฉากเล็กๆ ที่พระเอกไปขอโทษคนที่เขาเพิ่งเอาชนะมา เป็นฉากที่แสดงธรรมเนียมไทยที่น่ารักมากในสายตาผม) หากต้องการหาทางออกอีกสักทาง ว่าจะเตรียมเส้นทางชีวิตลูกเรา ให้ต่อสู้กับยาเสพติดและกระแสยกพวกตีกันในอนาคตได้อย่างไร การไปดูหนังเรื่องนี้เพื่อทำความเข้าใจ “ศิลปะ” ที่สามารถหล่อหลอมจิตใจดีๆ แบบไทยได้ น่าจะเป็นโอกาสดีสักครั้งหนึ่งในชีวิตของเราทุกคน

เสนอไว้ให้พิจารณา และขอให้มีความสุขกับชีวิตครับ

(หมาย เหตุ โปรดตรวจสอบกับโรงภาพยนต์ให้ดี ว่าหนังจะถูกให้ออกจากโปรแกรมในวันศุกร์นี้หรือไม่ ด้วยข้อหาเดิมคือ ทำรายได้สู้หนังผีกับหนังกระเทยไม่ได้)

จากคุณ : จุ๊ – [ 1 มี.ค. 47 17:45:17 ]



ช่วยเล่าเรื่อง…….”โหมโรง”……….หน่อยได้ไหมครับ ? ดังจากพันทิปยังไง พอดีมาเล่นไม่ทันช่วงนั้นแต่ได้ยินก็อิ่มใจแล้วว่า น้ำใจคนพันทิปนี่ ช่างแสนดีที่โอบอุ้มหนังดี ๆ แบบนี้มีใครทันช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ ?

ถือว่า “ย้อนรอย”  ละกัน

นะ นะ นะ  นะ  นะ

จากคุณ : ป๋อหลิน – [ 5 ม.ค. 50 20:40:40 ]



ความคิดเห็นที่ 1 จำได้คร่าวๆตอนแรกคนดูน้อย แต่คนในพันทิพห้องนี้ช่วยกันเชียร์ คำพูดแบบปากต่อปาก มันน่าเชื่อถือกว่าโฆษณาทีวีซะอีก
สุดท้ายโหมโรงเลยได้เงิน ประมาณนี้เปล่าครับ
จากคุณ : คนหนอคน – [ 5 ม.ค. 50 22:15:53 ]

ความคิดเห็นที่ 2 มาไม่ทันเหมือนกัน อยากรู้เรื่องด้วย จากคุณ : kero_b กบตัวน้อยตัวที่1 – [ 5 ม.ค. 50 22:47:12 ]

ความคิดเห็นที่ 3 ผมดูตั้งแต่รอบปฐมทัศน์ครับ ในเทศกาลหนังกรุงเทพ แล้วผมก็เป็นหนึ่งในคนแรกๆที่เขียนเชียร์หนังเรื่องนี้เอาไว้ในบอร์ดเฉลิม ไทย จนหนังฉาย แน่นอนว่าทุกคนที่ดูก็ต้องชื่นชมหนังเรื่องนี้กันทั้งนั้น แต่ที่หนังเกิดจริงๆก็เพราะ ทางรายการทีวี ผมไม่แน่ใจว่าของคุณสรยุทธหรือเปล่า เอาไปช่วยโหมทางทีวีครับ ถ้าลำพังสื่ออินเตอร์เน็ทอย่างเดียว คงช่วยโอบอุ้มหนังไม่ไหวหรอกครับ จากคุณ : joblovenuk – [ 5 ม.ค. 50 23:30:30 ]

ความคิดเห็นที่ 4 หนังทำรายได้ไม่ผ่านสามวันอันตราย เกือบถูกถอดจากโรง ถ้าใครจำโปสเตอร์โปรโมทได้  (รูปพี่โอยืนหันหลังไขว้มือถือไม้ระนาด) ไม่สะดุดตาอย่างแรง แถมหนังแทบไม่เคยโปรโมทมาก่อนหน้านั้นเลยตอนนั้นชวนเพื่อนคนไหน ไม่มีใครไปดูด้วยเลย จนต้องไปดูคนเดียว (ที่คิดจะไปดูเพราะเชื่อมั่นในตัวผกก.)

พอดูจบจะเกิดอาการอยากเป็นหน้าม้าขึ้นมาทันที หนังเรื่องนี้ใครพลาดไปเสียใจไปตลอดชีวิตแน่

แต่บังเอิญคนในพันทิปคิดเหมือนกันหมด มหกรรมหน้าม้าโดยสุจริตจึงเกิดขึ้นในเฉลิมไทยโดยไม่ได้นัดหมาย

เป็น ครั้งแรกและครั้งเดียว ที่หน้าม้าทุกคนยอมรับอย่างเต็มอกเต็มใจ ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ผม/ฉัน เป็นหน้าม้าโหมโรง ครับ/ค่ะ ทุกสิบกระทู้ในเฉลิมไทยจะเป็นกระทู้โหมโรงซะเจ็ดแปดกระทู้ แต่เชื่อไหมว่าไม่มีคนรำคาญเลย (หรืออาจจะมีแต่ไม่กล้ามาทวนกระแสหรือเปล่า กร้ากก) เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่กดอ่านกระทู้โหมโรงทุกกระทู้

หลัง จากนั้นก็ได้รายการคุณสรยุทธช่วยดันอีกที เจ้านายหลายๆพระองค์ก็ทรงร่วมสนับสนุนด้วย (ขออภัยหากใช้คำราชาศัพท์ผิดพลาด) แต่กระแสในพันทิปก็มีส่วนอย่างมากนะคะ ถึงขนาดมีการเอาไปวิเคราะห์วิจารณ์กันในนสพ. หรือนิตยสารต่างๆ เกี่ยวกับกระแสในอินเตอร์เนท ถือเป็นกรณีศึกษากันเลยทีเดียว

จากที่โดนลดรอบฉายไปแล้ว หนังก็ได้กลับมาเพิ่มรอบฉายอีกครั้ง และพันทิปมีการจัดกิจกรรมฉายหนังรอบพิเศษในหมู่สมาชิกด้วย

ซีดี OST. เรื่องนี้ที่ออกมาตอนแรกๆหาซื้อยากมาก กว่าเราจะได้มายังเลือดตาแทบกระเด็น

ปลุกกระแสดนตรีไทยให้กลับมาอีกครั้ง

หนัง ที่แทบจะไม่ทำเงินเลย สุดท้ายเก็บรายได้ไปได้ประมาณ 50 ล้านบาท (แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ดี เพราะเมื่อแบ่งคนละครึ่งกะโรงหนังจะเหลือ 25 ล้าน แต่มจ.ชาตรีเฉลิมตรัสว่าหนังลงทุนไปราวๆ 50 ล้าน – หากตัวเลขผิดพลาดต้องขออภัย เพราะเขียนจากความทรงจำค่ะ)

หลักๆก็ประมาณนี้

ปล.นี่เป็นหนังไทยเรื่องที่ดีที่สุดในชีวิตเราจนถึง ณ ปัจจุบันนี้นะ ถ้าใครยังไม่ได้ดู แนะนำเลยค่ะแก้ไขเมื่อ 05 ม.ค. 50 23:50:07

จากคุณ : tokei/tookei – [ 5 ม.ค. 50 23:44:20 ]

ความคิดเห็นที่ 5 http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/theoverture/homrong@pantip/index.html จากคุณ : Domingo – [ 6 ม.ค. 50 00:17:11 ]

ความคิดเห็นที่ 6 อืม แบบนี้นี่เอง   ผมชอบมากนะครับ เรื่องนี้… จากคุณ : JiGGo_KaPoLo – [ 6 ม.ค. 50 08:25:08 ]

ความคิดเห็นที่ 7 เสี่ยเจียงเคย Comment ไว้หลังการประกาศผลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสุพรรณหงส์ ซึ่งโหมโรง ได้รับไปในปีนั้น ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้รายรับทั่วประเทศรวมแล้ว ๗๐ กว่าล้าน (เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล๕๒ ล้านกว่าๆ)  ผู้สร้างยังยังเสียหายอยู่ ๕ ล้านบาทยังไม่รวมรายได้จากขายต่างประเทศ และแผ่น CD  กับ DVD  ดังนั้นถ้ารวมๆ แล้ว  ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ขาดทุนหรอกครับ !

สรุป แล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ ส่วนในทางธุรกิจก็น่าจะเจ๊า ไม่ขาดทุน ไม่มีกำไร แต่รางวัล จากทุกสถาบันที่จัดประกวดในเมืองไทย นี่สิครับ! สร้างเครดิตให้ผู้สร้าง  สร้างความตื่นตัวและสร้างกล่าวขานเป็นตำนานให้ผู้ชมในประเทศไทยเลยละครับ!  ไม่ว่าท่านที่ชมจากโรงภาพยนตร์ หรือจากแผ่นก็ตาม

จากคุณ : BirthD – [ 6 ม.ค. 50 09:06:26 ]

.

.

ละครโหมโรง Thaipbs กับ เพลงรากแผ่นดิน

การที่เราจะนำพาประเทศสู่อารยะ ก็ไม่จำเป็นต้องทำลายรากเหง้าของตัวเอง..จนสูญสิ้น
จากนี้ไปเพลงอาวุธแห่งเสียงดนตรี จะปลุกวิญญาณความเป็นไทยให้กึกก้องทั่วแผ่นดิน

.
.
ติดตามชมได้ทุกวันจันทร์-อังคาร (เริ่มจันทร์ที่ 9 มกราคมนี้เป็นต้นไป)
ทางสถานีโทรทัศน์ TPBS ในเวลา 20.25 น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s